ทีมส่วนใหญ่ไม่ได้มาพร้อมข้อกำหนดของระบบ แต่มาพร้อมประโยคเดียวว่า งานที่ต้องทำด้วยมือเยอะเกินไปและมันทำให้ทุกอย่างช้า ประโยคนี้จริง แต่ก็ใช้ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้บอกว่างานไหน และมากแค่ไหน
นี่คือวิธีตรวจที่เราทำก่อนจะเสนออะไรทั้งสิ้น คุณทำเองได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และควรทำ เพราะมันจะเผยให้เห็นการพึ่งพาและกรณียกเว้นที่ไม่เคยถูกเขียนลงในเอกสารความต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การประเมินขอบเขตงานภายหลังแม่นยำ
1. ไล่รายการงาน ไม่ใช่รายการเครื่องมือ
เขียนกระบวนการออกมาเป็นสิ่งที่คนทำ เรียงตามลำดับ โดยใช้คำกริยา เช่น รับออเดอร์ เช็กสต็อก ยืนยันกับลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้ ตามเก็บเงิน อย่าเขียนชื่อซอฟต์แวร์ เพราะชื่อเครื่องมือจะบังจุดส่งต่องาน และจุดส่งต่อนั่นแหละคือที่ที่ต้นทุนอยู่
อย่าลืมใส่กรณียกเว้นที่มีคนเงียบ ๆ คอยจัดการอยู่ กรณีที่เวลาเล่าให้ฟังคนมักยักไหล่ อย่าข้ามมันไป เพราะภาระงานจริงมักซ่อนอยู่ตรงนั้น เนื่องจากถูกจัดการแบบไม่เป็นทางการและแทบไม่เคยปรากฏในเอกสารกระบวนการ
2. จดจริงหนึ่งสัปดาห์ อย่าเดา
ให้แต่ละคนจดนับจริง แทนที่จะใช้ความจำ คือขีดหนึ่งครั้งทุกครั้งที่ทำขั้นตอนนั้น พร้อมประมาณเวลาคร่าว ๆ หนึ่งสัปดาห์ปกติมักพอสำหรับตัวอย่างชุดแรก และจะใช้สเปรดชีตร่วมกันก็ได้ เพราะยังไงคุณก็กำลังจะเปลี่ยนมันอยู่แล้ว แต่ถ้างานเป็นฤดูกาลหรือกระจุกตัวช่วงสิ้นเดือน ให้วัดตลอดรอบนั้นแทน
เตรียมใจว่าตัวเลขจะเซอร์ไพรส์ทั้งสองทาง ไม่มีใครนึกย้อนตัวเลขทั้งสองจากความจำได้แม่น และความถี่คือตัวที่ถูกนำไปคูณ การจดนับคร่าว ๆ หนึ่งสัปดาห์จึงดีกว่าการประเมินย้อนหลังอย่างมั่นใจ
3. ให้คะแนนแต่ละขั้นตอนด้วยห้าเกณฑ์
- จำนวนชั่วโมงต่อเดือน โดยใช้ตัวเลขที่จดจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ประมาณเอา
- ถ้าผิดพลาดแล้วเสียหายเท่าไร และจะมีใครสังเกตเห็นไหม
- มีกี่คนที่ทำงานนี้ได้ ขั้นตอนที่มีคนเดียวทำได้คือทั้งต้นทุนและความเสี่ยง
- ข้อมูลขาเข้ามีรูปแบบคงที่แค่ไหน ถ้าคงที่จะทำอัตโนมัติได้ถูก ถ้าเปลี่ยนรูปแบบบ่อยจะไม่ถูก
- มันขวางงานคนอื่นหรือเปล่า ขั้นตอนสิบนาทีที่ทำให้อีกสามคนต้องรอ ไม่ใช่ขั้นตอนสิบนาที
4. แก้เรื่องที่แก้ง่ายก่อนจะสร้างอะไร
เริ่มจากขั้นตอนที่กินชั่วโมงมากที่สุด แล้วอ่านประกอบกับอีกสี่เกณฑ์ที่เหลือ ก่อนตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องไหนก่อน บางเรื่องที่เจอจะไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เลย เช่น การตั้งค่าที่ไม่มีใครเปิดใช้ เทมเพลตเอกสาร ช่องในฟอร์มที่ควรบังคับกรอกตั้งแต่แรก หรือรายงานที่ตั้งเวลาส่งอัตโนมัติได้แทนการนั่งทำเอง
จัดการเรื่องเหล่านี้ก่อน เพราะต้นทุนต่ำ และไม่มีเหตุผลที่จะจ่ายเงินทำระบบอัตโนมัติให้กับขั้นตอนที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก สิ่งที่เหลือหลังจากนั้นคือรายการที่ควรพิจารณาจริง
5. ตัดสินว่าอะไรคุ้มทุน
สำหรับตัวเลือกที่เหลือ ให้แปลงชั่วโมงเป็นเงินก่อน คือเอาจำนวนชั่วโมงที่ประหยัดได้ต่อเดือนคูณด้วยต้นทุนต่อชั่วโมงที่รวมค่าใช้จ่ายจริง แล้วเอาต้นทุนการสร้างหารด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน จะได้ระยะเวลาคืนทุนเป็นเดือน อย่าลืมบวกค่าดูแลรักษาตามจริง เพราะทุกการเชื่อมต่อระบบต้องมีคนดูแลเมื่ออีกฝั่งเปลี่ยนแปลง
ขั้นตอนที่ประหยัดได้เดือนละยี่สิบชั่วโมงและคืนทุนในครึ่งปี คือการตัดสินใจที่ง่าย ส่วนสองชั่วโมงต่อเดือนมักอธิบายความคุ้มค่าด้วยต้นทุนแรงงานอย่างเดียวได้ยาก แต่ก็ยังควรแก้ถ้าสองชั่วโมงนั้นทำให้คนอื่นต้องรอ มีความเสี่ยงผิดพลาดสูง หรืออยู่กลางกระบวนการที่ใหญ่กว่ามาก ชั่วโมงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ ไม่ใช่ทั้งหมด
สิ่งที่มักชนะเสมอ
รูปแบบเดิมสามอย่างนี้กลับมาซ้ำ ๆ ในงานลักษณะนี้ และไม่มีเรื่องไหนน่าตื่นเต้นเลย คือการกรอกข้อมูลชุดเดิมซ้ำเข้าไปในระบบที่สอง การไล่ตามเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าเพื่อถามสถานะที่ระบบควรแสดงได้เอง และการนั่งทำรายงานเดิมด้วยมือทุกสัปดาห์
ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าข้อไหนคือของคุณ แปลว่าคุณเดินมาเกือบสุดทางของการตรวจแล้ว การทำให้ครบขั้นตอนเพียงแค่เปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นตัวเลขที่อธิบายกับคนอนุมัติงบได้
