ปัญหาด้านการดำเนินงานเกือบทุกเรื่องที่เราถูกเรียกเข้าไปช่วย เริ่มจากสเปรดชีตที่เคยใช้ได้ดี มันเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการติดตามงาน มันทำงานได้ แล้วธุรกิจก็เติบโตขึ้นรอบ ๆ มัน ไม่มีใครตัดสินใจว่าให้มันเป็นฐานข้อมูลหลัก แต่มันกลายเป็นไปเอง
คำถามจึงไม่ใช่ว่าสเปรดชีตดีหรือไม่ดี มันยังหาอะไรมาแทนได้ยากสำหรับการวิเคราะห์เร็ว ๆ การคำนวณ และกระบวนการที่ยังเปลี่ยนรูปแบบอยู่ คำถามคือไฟล์นั้นได้แบกงานที่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำหรือเปล่า และการปล่อยไว้แบบนั้นมีต้นทุนเท่าไร
หกสัญญาณว่าสเปรดชีตโตเกินตัวเองแล้ว
แต่ละข้อเพียงข้อเดียวยังไม่ใช่เหตุผลให้ต้องสร้างระบบใหม่ แต่เมื่อหลายข้อเริ่มเกิดขึ้นพร้อมกัน ไฟล์นั้นก็ไม่ใช่สเปรดชีตอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของงาน
- สองคนแก้ไขพร้อมกันแล้วงานของใครคนหนึ่งหายไป คุณเคยเสียข้อมูลทั้งแถวและต้องนั่งนึกกรอกใหม่
- มีไฟล์ชื่อ final หรือ v3 หรือชื่อของใครสักคน และไม่มีใครมั่นใจว่าไฟล์ไหนคือฉบับล่าสุด
- สูตรในคอลัมน์ K ตัดสินเรื่องสำคัญ มีคนเดียวที่เขียนมันไว้ และไม่มีใครกล้าแตะ
- มีการใช้ filter และซ่อนคอลัมน์แทนการจัดสิทธิ์ เพราะบางคนไม่ควรเห็นทุกอย่าง แต่ไฟล์บังคับเรื่องนี้ไม่ได้
- มีคนต้องพิมพ์ข้อมูลจากไฟล์นี้ซ้ำทุกสัปดาห์ ไปลงใน CRM ใบแจ้งหนี้ หรือสเปรดชีตอีกไฟล์
- การสอนงานเพื่อนร่วมงานใหม่ต้องใช้เวลาอธิบายไฟล์เป็นชั่วโมง และเขาก็ยังทำผิดอยู่อีกเป็นเดือน
ตีต้นทุนของการปล่อยไว้ออกมาเป็นตัวเลข
ก่อนตัดสินใจอะไร ให้วัดก่อน เลือกขั้นตอนที่ทำด้วยมือซ้ำ ๆ หนึ่งขั้นตอน จับเวลาตามจริง แล้วคูณ คือจำนวนนาทีต่อครั้ง คูณจำนวนครั้งต่อสัปดาห์ คูณจำนวนคนที่ต้องทำ
ยกตัวอย่างเช่น การกรอกข้อมูลซ้ำวันละยี่สิบนาทีโดยสามคน เท่ากับห้าชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือราวสองร้อยห้าสิบชั่วโมงต่อปี จะคุ้มกับการเปลี่ยนระบบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าชั่วโมงเหล่านั้นมีต้นทุนเท่าไร และคนเหล่านั้นควรได้ไปทำอะไรแทน แต่อย่างน้อยคุณก็มีตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
จากนั้นบวกสองอย่างที่การคำนวณมองข้าม คือความเสียหายเมื่อข้อผิดพลาดหลุดไปถึงลูกค้า และความเสี่ยงที่คนเพียงคนเดียวซึ่งเข้าใจไฟล์นั้นลาออก
กรณีที่สเปรดชีตยังเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
สเปรดชีตจำนวนมากควรเป็นสเปรดชีตต่อไป เก็บไว้ใช้ต่อถ้ากระบวนการยังเปลี่ยนรูปแบบทุกไม่กี่สัปดาห์ เพราะซอฟต์แวร์แก้ได้ช้ากว่าการเพิ่มคอลัมน์ เก็บไว้ถ้ามีคนใช้คนเดียว ถ้ามันเป็นแบบจำลองการคำนวณมากกว่าเป็นฐานข้อมูล หรือถ้ายังไม่ชัดว่ากระบวนการที่ถูกต้องคืออะไร
สเปรดชีตยังเป็นวิธีที่ถูกที่สุดในการทดลองกระบวนการที่ยังไม่แน่ใจ การรีบสร้างระบบเร็วเกินไปคือการล็อกวิธีทำงานไว้ก่อนที่จะรู้ว่ามันถูกต้อง ซึ่งแพงกว่าการรอ
การเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันต้องทำอะไรบ้าง
- สำรวจกระบวนการตามที่ใช้งานจริงในวันนี้ รวมถึงกรณียกเว้นที่คนจัดการเอง เพราะความต้องการที่แท้จริงมักซ่อนอยู่ในกรณียกเว้น
- ออกแบบโครงสร้างข้อมูล ว่าหนึ่งรายการคืออะไร ผ่านสถานะใดบ้าง และฟิลด์ไหนถูกใช้จริง ไม่ใช่แค่มีอยู่
- กำหนดสิทธิ์การใช้งานให้ชัด เพื่อให้การใช้ filter และซ่อนคอลัมน์แทนสิทธิ์หมดไป
- นำเข้าข้อมูลเดิมทั้งหมด ถ้าแอปพลิเคชันใหม่เริ่มจากศูนย์ในขณะที่ข้อมูลย้อนหลังหลายปียังอยู่ในสเปรดชีต คนก็จะยังเปิดไฟล์เดิมไว้ข้าง ๆ กลายเป็นว่าคุณเพิ่มระบบที่สอง แทนที่จะแทนที่ระบบเดิม
- ใช้งานคู่ขนานกันช่วงสั้น ๆ ที่กำหนดวันชัดเจน แล้วเลิกใช้สเปรดชีตตามวันที่ตกลงไว้ ไม่ใช่ตามความรู้สึก
- ต้องส่งออกข้อมูลได้เสมอ การเปลี่ยนจากสเปรดชีตไม่ควรเป็นการแลกการพึ่งพาแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบที่แย่กว่า ข้อมูลจึงต้องดึงออกมาในรูปแบบที่ใช้งานต่อได้
อะไรเป็นตัวกำหนดต้นทุน
ราคาของงานลักษณะนี้ขึ้นกับสี่เรื่อง คือมีข้อมูลกี่ประเภท ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกี่ระบบ มีผู้ใช้กี่คนและสิทธิ์ต่างกันอย่างไร และต้องย้ายข้อมูลย้อนหลังหลายปีมาด้วยหรือไม่
เครื่องมือที่มีข้อมูลประเภทเดียวสำหรับทีมเดียว ต่างจากระบบที่ต้องซิงก์กับซอฟต์แวร์บัญชีและเก็บประวัติให้ตรวจสอบได้ตามกฎระเบียบ ตราบใดที่ยังไม่รู้สี่ข้อนี้ ตัวเลขที่ประเมินออกมาก็ตั้งอยู่บนสมมติฐาน ไม่ใช่ขอบเขตงานจริง
ถ้าหลายข้อข้างต้นฟังดูคุ้น ๆ ขั้นตอนที่มีประโยชน์ต่อไปไม่ใช่การขอใบเสนอราคา แต่คือการวัดว่าขั้นตอนที่ทำด้วยมือขั้นไหนมีต้นทุนสูงที่สุด แล้วดูว่าการตัดมันออกคุ้มหรือไม่ นี่คือการตรวจสอบที่เรามักเริ่มต้นด้วย และควรทำไม่ว่าสุดท้ายจะสร้างระบบหรือไม่ก็ตาม
